[EXPIV : Bonus Event] I am

posted on 30 Jan 2015 20:04 by pladugfu in Communities

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู

logosm

 

++---------------------------------------------------------------------------------------------++

 
 
 
 

Bonus Event : I am

 Words : 6,959

 

 


                หลายครั้งหลายคราที่หญิงสาวถามกับตัวเองว่าเป็นแบบนี้ มีชีวิตแบบนี้ จะดีหรือ…?

                ใช้ชีวิตอยู่บนท้องทะเล…

                ฝากชีวิตไว้กับเรือที่จะจมลงเมื่อใดก็มิอาจคาดเดา แทนที่จะได้แต่งงานเข้าตระกูลใหญ่สักตระกูล  เป็นนายหญิง มีทายาทสืบทอดให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาเฉกเช่นดังที่หญิงสาวส่วนใหญ่หวังจะเป็น

                เป็นแบบนี้ดีแล้วหรือ? 

                …คำถามที่หญิงสาวเคยขบคิดอยู่เพียงลำพังโดยไร้ซึ่งคำตอบ…

 

 

 

                นามของนางคือบริตจิท

                บริตจิทเป็นหญิงสาวจากมาดินยาร์ด เมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นของดินปืนและเจือจางไปด้วยหมอกจากการเผาถ่านหิน ที่นั่นเป็นบ้านของนางตั้งแต่กำเนิด หญิงสาวและเพื่อนๆรุ่นเดียวกันหลายคนเข้าออกเกือบทุกสถานที่ในเมืองอย่างอิสระ หลายคนบอกว่านางช่างทะโมนอย่างเหลือร้าย และไร้ซึ่งความอ่อนหวานเฉกเช่นเด็กสาวทั่วไป

แน่นอนว่านางไม่คิดจะเป็นเหมือนเด็กสาวทั่วไปเหล่านั้นหรอก มันไม่น่าสนุกเลยสักนิด

นานแล้วที่หญิงสาวใช้ชีวิตมาเรื่อยๆโดยละทิ้งชื่อสกุลที่ควรจะมีเฉกเช่นพลเมืองคนอื่น มันไม่ใช่เรื่องที่น่าเดือดร้อนใดๆแม้จะถูกถามถึงเหตุผลที่ละทิ้งชื่อสกุล นางเพียงแค่ไม่อยากให้คนในครอบครัวที่เหลืออยู่และใช้ชีวิตอย่างปรกติสุขต้องมีอันมาพัวพันกับชีวิตนอกลู่นอกทางของตัวนางเอง

…นับเป็นคำพูดที่สวยหรูดีใช่ไหมล่ะ?

                ทุกครั้งที่หญิงสาวนึกหวนกลับไปในวันที่ทำให้ชีวิตของตัวเองต้องถึงจุดเปลี่ยน มันช่างน่าขันเสียทุกครั้งที่นึกถึงสาเหตุ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความดื้อรั้นทำให้ตัวเองมักจะ ’ซวย’ เสมอ แต่นั่นก็คือนิสัยของนางในวัยนั้น และด้วยสถานการณ์ตอนนั้น คงไม่มีใครยิ้มรับได้อย่างหน้าชื่นตาบาน โดยที่รู้ดีว่าตัวเองจะต้องแต่งงานกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน

                ใช่ ตอนนั้น บริตจิทกำลังจะถูกจับคลุมถุงชน ให้แต่งงานกับไอ้บ้าจากที่ไหนไม่รู้ที่คนเป็นพ่อแม่ของผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นกล่าวอ้างว่าเป็นคนที่มีบุญคุณ กับแม่ของข้ามาก่อน

                ตลกร้าย เป็นความคิดของหญิงสาวที่แวบเข้าในหัวทันทีที่ได้รับรู้เรื่องราวที่ต้องเผชิญจากปากของมารดาตัวเอง

                ‘นี่คงเป็นเรื่องตลกตอนสายๆหลังอาหารเช้าใช่ไหมคะแม่?’

                ‘แม่พูดเรื่องจริง บริตจิท มันไม่ตลก และไม่เคยตลกด้วย’ สตรีวัยกลางคนตรงหน้าพูดกับนางด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าทุกครั้ง หญิงสาววัยกลางคนผู้เป็นมารดาเพียงเก็บของบนโต๊ะอาหารที่คนในบ้านเพิ่งรับประทานกันเสร็จมาถือไว้ในมือ ริมฝีปากแต้มสีสวยยังคงขยับพูดอย่างต่อเนื่อง ‘วันก่อนเพื่อนเก่าของแม่แวะมาเยี่ยม เขาบอกว่าอยากจะนัดเจอกันที่งานเลี้ยงดีๆสักคืน เพื่อให้ทำความรู้จักกับลูกชายของเขา’        

‘ข้าไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีหรอกนะ’ บริตจิทที่เวลานั้นยังเป็นเด็กสาวถอนหายใจอย่างรู้สึกเซ็งขณะที่กวักมือเรียกเด็กรับใช้ที่รออยู่มารับจานบนโต๊ะไปอย่างรู้งาน ‘แม่ก็รู้ว่านั่นหมายถึงอะไร’

                ‘ก็เพราะว่ารู้ นั่นถึงเป็นโอกาสที่ดีไงจ๊ะ’ มารดาของข้ารับคำเสียงหวาน นางใช้ดวงตาหวานๆช้อนมองบุตรีที่ตัวสูงกว่าราวสิบเซนติเมตร

                ‘โถ แม่คะ…’  ค้านเสียงอ่อนอย่างออดอ้อนเช่นทุกครั้งที่โดนขัดใจด้วยเรื่องอะไรสักเรื่อง และครั้งนี้นางก็หวังว่ามันจะได้ผลอีกสักครั้ง

                ‘อย่าอิดออดน่าบริตจิท เจ้าเองก็เป็นสาวแล้ว ไม่คิดเรื่องนี้บ้างเลยหรืออย่างไร?’

                แน่นอนว่าเด็กสาวอยากจะตอบว่าไม่เคยคิด แต่เวลานั้นบริตจิทได้แต่เสยผมอย่างไม่อยากจะเถียงให้มากความ มารดาของนางเป็นคนหัวดื้อ เรื่องนี้ผู้เป็นลูกรู้ดีทีเดียว

                เพราะบริตจิทเอง ก็ได้นางมาเหมือนกันนั่นแหละ

                การที่บุรุษมาเอ่ยปากชวนไปมื้อค่ำสักครั้ง นั่นย่อมหมายถึงการนัดดูตัวแบบอ้อมๆ มันเคยเกิดขึ้นกับเด็กสาวหลายครั้ง และไม่มีครั้งไหนที่สำเร็จ นึกแปลกใจและหงุดหงิดเสียทุกครั้ง ว่าทำไมมารดาของนางถึงไม่ล้มเลิกความคิดนี้ไปเสียที

                แต่จะเถียงให้เป็นเรื่องทะเลาะไปก็ใช่เรื่อง ยังไงเด็กสาวก็ถือว่ายังไม่ได้นัดหมายมาแน่ชัด บริตจิทคิดไว้อย่างหมายมั่นว่าจะหาทางหนีเลี่ยงให้ได้ ดังนั้นเด็กสาวจึงเลือกที่จะเดินเลี่ยงออกมาจากห้องอาหารอย่างแสดงถึงการจบบทสนทนายามสาย ผู้เป็นมารดาไม่ได้รั้งไว้ มีเพียงสายตาที่มองอย่างอ่อนใจเท่านั้นที่มองตามหลังมา

                ‘ไว้สักมะรืน แม่จะพาไปหาชุดสวยๆเตรียมไว้นะจ๊ะ’

 

 

 

                น่าเบื่อ..

                เด็กสาวกำลังหน้าบูด บูดแบบสุดๆเสียด้วย ไม่ต้องส่องกระจกหรือให้มีใครมาบอก นางก็พอรู้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ

                เบื้องหน้าของเด็กสาวคือสหายเก่าของมารดาตัวเอง คุณและคุณนายเดฟนี บุรุษและสตรีที่เป็นสามีภริยากัน ทั้งคู่ดูมีอายุ อาจจะมากกว่ามารดาของบริตจิตเล็กน้อย แต่ท่าทางทรงภูมิฐานนั่นก็ทำให้ยังคงความสง่างามเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

                ‘ลูกของเจ้าโตเป็นสาวแล้วงามไม่น้อยเชียว แต่หน้าตาดูจะออกไปทางสามีของเจ้าสินะอัลมา?’ มาดามเดฟนีเอ่ยขึ้นกลางวงสนทนาบนโต๊ะอาหาร เจ้าของนาม’อัลมา’ยิ้มรับคำพูดนั้น พร้อมกันกับเด็กสาวซึ่งค้อมหัวเล็กน้อยเป็นการตอบรับตามมารยาทอย่างรู้หน้าที่

                ‘นางเหมือนพ่อของนางมากทีเดียว’ ผู้เป็นมารดาพูดด้วยเสียงอ่อนหวาน คนเป็นลูกรับฟังก็รู้ว่าเป็นแค่มารยาทเท่านั้น สายตาของคู่สามีภริยาเดฟนีมองเด็กสาวอย่างพออกพอใจพอสมควร

                บริจิตเงยหน้าขึ้นสบสายตากับคุณและคุณนายเดฟนี แย้มรอยยิ้มสำหรับออกงานสังคมเสียเล็กน้อยไม่ให้เป็นที่ติฉินนินทา พร้อมๆกันกับคำถามที่ดังขึ้นอีกรอบ ‘อายุเท่าไหร่กันล่ะ? ดูเหมือนว่าลูกชายของเราจะอายุมากกว่าสักสองสามปีเห็นจะได้’

                เมื่ออีกฝ่ายกล่าวอ้างอิงถึงบุตรชายที่นั่งถัดจากตัวมาดามเดฟนีแล้ว เด็กสาวหนึ่งเดียวบนโต๊ะอาหารก็อดที่จะลอบกลอกตาเล็กน้อยเสียมิได้

                อีกฝ่ายที่ถูกกล่าวถึงเป็นชายร่างสูงโปร่ง มีช่วงไหล่กว้าง ผิวสีอ่อนเฉกเช่นชาวเชวาเรียทั่วไป เส้นผมสีน้ำตาลถูกจัดทรงให้เสยไปด้านหลังเพื่อให้ดูมีมาด ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคมเฉียว และริมฝีปากบางเฉียบรับกับจมูกโด่ง

                เธอไม่ปฏิเสธเลยว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีใบหน้าที่หล่อเหลาเอาการ ออกจะไปทางหล่ออย่างเหลือร้ายเสียด้วยซ้ำ ราวกับรู้ว่ากำลังถูกจับจ้องมองโดยเด็กสาวที่ถูกทาบทามเป็นคู่ดูตัว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบมองสบก่อนจะแย้มริมฝีปากเล็กน้อย

                ‘ข้าอายุ 23 เจ้าล่ะสาวน้อย?’ น้ำเสียงทุ้มลึกเอ่ยถามขึ้นอย่างชวนพูดคุย บริตจิทเพียงตอบรับตามมารยาท กดยิ้มมุมปากเล็กน้อยพอให้น่ามอง

                ’ข้าเพิ่งจะ 17 เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน….ค่ะ’ ไม่ลืมที่จะเติมคำลงท้ายตามหลังเมื่อรับรู้ถึงสายตาของมารดาที่เหลือบมองมา

         &nb